ผ่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ EEC ดึง “ทุกหยด” กลับมาใช้ใหม่ ผลิตน้ำจืดจากทะเล มั่นใจไม่ขาดแคลน

by admin
17 views

จากข้อมูลของสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดการณ์ว่าพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จะมีจํานวนประชากรเพิ่มจากปัจจุบัน 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนในปี 2580 อันเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการวางโครงสร้างด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา การจัดทำผังเมืองให้สอดคล้องกับการเติบโตแล้ว “น้ำ” ยังเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะต้องเตรียมความพร้อมและมีแนวทางบริหารจัดการอย่างรัดกุม

ผลการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ทุกกิจกรรม ของ สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ปี 2560 ความต้องการใช้น้ำจํานวน 2,404.91 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มเป็น 2,777.68 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 และ 2,977.55 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2580 ในช่วง 10 ปีแรก (พ.ศ.2570) ความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากปีฐาน 372.77 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 10 ปีที่สอง (พ.ศ.2580) เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีแรก 199.87 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมความต้องการใช้น้ำในช่วง 20 ปี เพิ่มขึ้นจํานวน 572.64 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อโจทย์ความต้องการใช้น้ำชัดมีความชัดเจน สิ่งที่จะต้องดำเนินการคือการค้นหาปริมาณน้ำที่อยู่ในปัจจุบันและที่ต้องจัดหาเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่ง สทนช.วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำและจัดหาน้ำด้วย 7 มาตรการ ได้แก่

            1.ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม

            2.พัฒนาอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ EEC และนอก EEC 

            3.พัฒนาระบบผันน้ำเชื่อมโยงแหล่งน้ำ

            4.พัฒนาแหล่งน้ำสํารองภาคเอกชน

            5.พัฒนาน้ำบาดาลสําหรับภาคอุตสาหกรรมและเสริมในพื้นที่ขาดแคลน

            6.ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล และนําน้ำเสียที่ผ่านการบําบัดมาใช้ประโยชน์

            7.การจัดการด้าน Demand Side ได้แก่ การเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำ การลดน้ำสูญเสีย การปรับ ระบบการเพาะปลูกให้เหมาะสม 

“มาตรการเหล่านี้ บางอย่างทําอยู่แล้ว บางอย่างกําลังวางแผนดําเนินการ โดยใช้ปี 2580 เป็น เป้าหมายสุดท้ายที่จะขับเคลื่อนไปให้ถึง” ดร.สมเกียรติ ประจําวงษ์  เลขาธิการ สทนช. กล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า มาตรการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมที่ได้ลงมือไปแล้ว ได้แก่ การเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่าง เก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เป็นต้น ส่วนการเพิ่มอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC กระทำได้ค่อนข้างจํากัด ดังนั้น จึงมุ่งไปที่การพัฒนาแหล่งน้ำนอกพื้นที่ EEC โดยเฉพาะลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งดําเนินการทะยอยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ได้แก่ 

-อ่างฯ คลองประแกด ความจุ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร

-อ่างฯ คลองพวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร 

-อ่างฯ คลองหางแมว ความจุ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร

-อ่างฯ คลองวังโตนด ความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร

รวมความจุ 308 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม น้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำวังโตนดในฤดูฝน เดิมคาดว่าผันมาเก็บกักที่อ่างฯ ประแสร์ได้ 60-70 ล้าน ลูกบาศก์เมตร/ปี  เพื่อผันต่อไปพื้นที่ EEC โดยระบบท่อ แต่จากการวิเคราะห์สมดุลน้ำพบว่า ผันได้เฉลี่ย 56 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปีเท่านั้น จึงมีอีกหลายโครงการที่เป็นโครงการผันน้ำจากนอกพื้นที่ โดยกรมชลประทานได้วางโครงการผันน้ำภายในปี 2570 อาทิ ระบบท่อผันน้ำอ่างฯ ประแสร์-อ่างฯ หนองค้อ-อ่างฯ บางพระ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นต้น

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ กพอ. เป็นประธาน ได้รับทราบและพิจารณาความก้าวหน้าในเรื่องเกี่ยวกับน้ำ ที่ประชุม กพอ. รับทราบการจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่อีอีซีที่มีระบบบริหารน้ำในภาพรวมครบถ้วน ประกอบด้วย

กรมชลประทาน เร่งเสนอโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำกลับคลองสะพาน-ประแสร์ เส้นที่ 2 และเครือข่ายคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ เส้นที่ 2 สร้างความมั่นคงการจัดการน้ำในระยะยาว

นิคมอุตสาหกรรม จัดหาแหล่งน้ำสำรองของตนเอง รวมถึงเร่งเพิ่มน้ำต้นทุน เปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ดำเนินการให้คุ้มค่าสูงสุด เป็นต้น

แนวทางจัดหาแหล่งน้ำรองรับในพื้นที่ 30 กิโลเมตร รอบสนามบินอู่ตะเภา ที่เป็นจุดการพัฒนาที่สำคัญ และกระทรวงทรัพย์ฯได้ช่วยทำแผนที่น้ำใต้ดินซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้กว่า 4,000 ล้าน ลบ.ม.

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวถึงแผนพัฒนาน้ำในอีอีซีว่า มั่นใจในอนาคตน้ำจะไม่ขาดแคลน  โดยหลักการสำคัญที่วางไว้คือ น้ำทุกหยดไม่ปล่อยให้ลงทะเล แต่จะดึงมาใช้ประโยชน์ให้หมด นอกจากนั้น อีอีซี ยังได้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาช่วยทำแผนที่สำรวจน้ำบาดาลในพื้นที่อีอีซี และเจอแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่หลายแหล่ง บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านค่าย สัตหีบ บ้านฉาง ระยอง ซึ่งอีอีซีจะเปิดให้เอกชนเข้าไปขุดเจาะนำน้ำขึ้นมา เพื่อที่จะเอามาใช้ในช่วงที่ขาดแคลน ขบวนการทั้งหมดได้วางแผนไว้แล้ว และต้องถือว่าเป็นการวางแผนน้ำบนดินและน้ำใต้ดินพร้อมกันเป็นที่แรกในประเทศไทย จึงมั่นใจได้ว่าอีอีซีจะไม่ขาดแคลนน้ำ อย่างแน่นอน ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อภาคการผลิต น้ำภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ

You may also like

Leave a Comment