สรุปข่าวไทย วันศุกร์ที่ 21 มกราคม

by admin
20 views

“บิ๊กตู่” ไม่คิดปรับ ครม.-ยุบสภา

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 20 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า ในฐานะนายกฯ และหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีความรับผิดชอบในภาพรวม เข้ามาด้วยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ถูกเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล ผ่านการพิจารณาของ ส.ว. หลายคนไปบิดเบือนว่า ส.ว.สืบทอดอำนาจให้นั้น ถามว่าหากพรรคไม่มีคะแนนเสียงมากพอจะเสนอชื่อตนได้หรือไม่ ดังนั้นใครหรือพรรคใดคะแนนสูงแล้วเสนอรายชื่อนายกฯ ส.ว.ก็คงไม่มีปัญหา ยอมรับกติกาทุกอย่าง อย่าเอาการเมืองมาพันทุกเรื่อง

ส่วนเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจอยู่ตอนนี้ ที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐมีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พร้อม 20 ส.ส.พ้นพรรค ยืนยันไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคดำเนินการ คิดว่าทุกคนพยายามทำให้สถานการณ์เป็นปกติโดยเร็วที่สุด ยังไม่คิดปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือยุบสภา ขณะนี้กฎหมายยังไม่เรียบร้อย

ยังรักปรารถนาดีกับ “พี่ป้อม”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ที่สำคัญที่สุดทุกคนต้องมองว่าใครเป็นยังไง การเลือกตั้งครั้งหน้าทุกคนต้องช่วยกันติดตามพฤติกรรมแต่ละคนด้วย ให้ประชาชนตรวจสอบคัดกรอง ต้องขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่น และเชื่อถือการทำงานที่ผ่านมา ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่และข้าราชการด้วย นโยบายหรือที่สั่งการลงไปรายวันเยอะมาก ลงรายละเอียดทุกเรื่อง เพื่อให้การทำงานลุล่วงไปด้วยดี เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการหารือหรือส่งสัญญาณอะไรมาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ส่งความรักความปรารถนาดีให้กัน เคารพซึ่งกันและกัน”

“บิ๊กป้อม” ย้ำไม่เครียด ทุกอย่างจบแล้วไม่มีความขัดแย้ง ‘บิ๊กตู่’

วันที่ 20 ม.ค.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงข้อกังวลหลายฝ่ายถึงการขับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรคพร้อมส.ส.ในกลุ่มรวม 21 คนออกจากพรรคจะทำให้พรรคแตกหรือไม่ว่า ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องห่วง ตนสบายใจแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวลและไม่ได้รู้สึกเครียดกับปัญหาดังกล่าว ทุกอย่างจบหมดแล้ว

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างพล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีอะไร ไม่มีขัดแย้ง ตนกับนายกฯ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไร

ทีมกุนซือนายกฯ เตรียมแผน 1 แผน 2 รับมือ “ธรรมนัส” ย้ำไม่มีวันทำตามข้อต่อรองแน่นอน

20 ม.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายหลังเกิดเหตุการณ์พรรคพลังประชารัฐมีมติขับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมพวกรวม 21 คน ออกจากพรรคและมีข่าวพยายามต่อรองให้ปรับครม.เพื่อนำในกลุ่มไปเป็นรัฐมนตรี
ล่าสุด มีรายงานว่า ฝ่ายนายกฯไม่ได้กังวลอะไรและมั่นใจว่าจะไปต่อได้เพราะมีแผน 1 แผน 2 เตรียมไว้แล้ว โดยเฉพาะมีทีมกุนซือในการประสานส.ส.เข้ามาแทนที่ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเท่าจำนวน 21 คนที่ออกไป เพราะตอนนี้เสียงยังเกินอยู่แม้ไม่มาก แต่มั่นใจว่าจะบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ในส่วนของ ส.ส.ที่ไปกับ ร.อ.ธรรมนัส มีหลายคนแปลกใจ เพราะที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มนั้นด้วยความไม่สมัครใจ อย่างไรก็ตามนายกฯไม่มีวันทำตามข้อต่อรองของ ร.อ.ธรรมนัส แน่นอน

‘บิ๊กตู่’ เคลื่อนไหวแล้ว ดอดเข้าป่ารอยต่อฯ เคลียร์ ‘พี่ใหญ่’ หลังขับธรรมนัสพ้นพรรค

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตลอดทั้งวัน ก่อนที่ในเวลาประมาณ 16.00 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเข้าพบหารือกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ คาดว่าเป็นการหารือถึงปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายหลังจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรรคพลังประชารัฐ ถูกขับพ้นพรรคพร้อมส.ส.จำนวน 20 คน ที่อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาล นายกฯ ใช้เวลาพูดคุยส่วนตัวกับพล.อ.ประวิตร ระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินทางกลับบ้านพัก

พปชร.แถลงขับ “ธรรมนัส” เพราะข่มขู่หนัก

ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า กรณีที่พรรคมีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ 20 ส.ส. ออกจากพรรค มาจากสมาชิกพรรคนำโดย ร.อ.ธรรมนัส เสนอหัวหน้าพรรคให้ปรับโครงสร้างพรรคขนานใหญ่ ถ้าไม่ปรับจะเคลื่อนไหวให้พรรคเกิดความเสียหาย หัวหน้าพรรคเห็นว่าข้อเรียกร้องจะสร้างปัญหา เกรงเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ จึงนัดประชุมหารือคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรค รวม 78 คน

ที่ประชุมเห็นว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากจะเกิดความเสียหายทั้งระบบ เพื่อรักษาหลักการความมีเสถียรภาพ ความเป็นเอกภาพ พรรคเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นเหตุร้ายแรง ตามข้อบังคับของพรรค ข้อที่ 54 (5) จึงมีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส และส.ส.กลุ่มดังกล่าวออกจากพรรค ด้วยคะแนน 63 เสียง ถือว่าเกิน 3 ใน 4 หลังจากนี้จะแจ้งเรื่องไปยัง กกต.รับทราบต่อไป ขณะนี้สถานะทั้ง 21 คน ยังเป็น ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (9)

พฤติกรรมร้ายแรงกระทบพรรค-จุดแตกหักต้องตัดสินใจ

นายไพบูลย์กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของ ร.อ.ธรรมนัสเป็นการเคลื่อนไหวร้ายแรงถือว่าขัดความมั่นคง เสถียรภาพ เอกภาพในพรรค เป็นจุดแตกหักต้องตัดสินใจ สมาชิกส่วนใหญ่เลือกรักษาเสถียรภาพพรรคไว้ ส่วนอนาคตทั้ง 21 คน จะร่วมงานกับพรรคได้อีกหรือไม่ ให้ไปถาม ร.อ.ธรรมนัส ไม่สามารถตอบแทนได้ มติการขับครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่องของที่ประชุมพรรค มั่นใจหลังจากนี้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคจะจบ ไม่เกิดปัญหาลักษณะนี้ขึ้นมาอีก ถึงเวลาต้องขจัดความขัดแย้งที่ฝังรากลึกเกินเยียวยา มติครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพรรค จะเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง รับรองพรรคดีขึ้นแน่

มั่นใจเก้าอี้นายกฯ ตู่มั่นคงเหนียวแน่น

เมื่อถามว่า 21 ส.ส.ที่หายไป ทำให้เสถียรภาพนายกฯยังมั่นคงหรือไม่ นายไพบูลย์ตอบว่า สถานะนายกฯมั่นคงอยู่แล้ว และจะมั่นคงต่อไป ภาพลักษณ์พรรคจะดีขึ้น เรายังเหลือ ส.ส.อีก 100 คน สำหรับสัญญาณการยุบสภา นายกฯบอกแล้วว่าไม่เซ็นยุบสภาจะยุบได้อย่างไร เมื่อถามถึงกระแสข่าว ร.อ.ธรรมนัสจะย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย มี พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. เป็นหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ตอบว่า ขณะนี้ พล.อ.วิชญ์ยังเป็นสมาชิกพรรค พปชร.อยู่

เลชาธิการพรรค “สันติกับสุชาติ” คนแรกเต็งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า จากมติขับ ร.อ.ธรรมนัส และส.ส.รวม 21 คน ออกจากพรรค ทำให้พรรค พปชร.ต้องเรียกประชุมใหญ่เร็วๆนี้ เพื่อแต่งตั้ง กก.บห. แทน 3 คน ที่ขาดหายไป ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส เลขาธิการพรรค นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ นายทะเบียนพรรค และนายไผ่ ลิกค์ รองเลขาธิการพรรค โดยเฉพาะตำแหน่งเลขาธิการพรรค ที่ขณะนี้มีตัวเต็ง 2 ราย คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง รองหัวหน้าพรรค กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กก.บห.พรรค ทั้งนี้ คนในพรรคส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนนายสันติ เพราะมีความอาวุโสกว่า และสมาชิกให้การยอมรับมากกว่า

พรรครวมพลังประชาชาติไทยประกาศ 5 เสียง ยืนหยัดเคียงข้างลุงตู่ตามสัญญา

20 ม.ค.2565 นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวยืนยันกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคเล็กที่จะไปร่วมกับกลุ่ม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาพรรคพปชร. ว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทยคือสุภาพบุรุษทางการเมือง เมื่อประชาชนไว้วางใจลงคะแนนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านของพรรคเข้ามา 5 ท่านในรัฐสภา บนสัญญาที่ว่าเราต้องการที่จะเห็นการเมืองที่ดีขึ้น การเมืองที่สุจริต โดยพวกเราเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่ครบทุกประการ

“ไม่ว่าจะเป็นงานทั้งฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารที่มีหัวหน้าพรรคคือ ท่านรัฐมนตรี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างลุงตู่จนจบสมัยตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงพรรคไหนที่จะย้ายไปอยู่กับใครนั้นเป็นสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ละท่านไม่ขอไปก้าวก่ายและวิจารณ์ ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินแต่พรรครวมพลังประชาชาติไทยจะไม่มีวันหักหลังลุงตู่ และประชาชนที่เลือกพวกเราเข้ามาทำงาน ”นายเขตรัฐกล่าว

‘มงคลกิตติ์’ ไม่ย้ายร่วมก๊วน ‘ธรรมนัส’ ย้ำจุดยืนไล่ ‘บิ๊กตู่’ ลาออก – ยุบสภา จะถือเป็นพวกเดียวกัน

20 ม.ค.2565 เวลา 18.30 น. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคเล็กเตรียมย้ายไปร่วมงานกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งมีชื่อของตนเองร่วมอยู่ด้วย ว่า ถ้า ร.อ.ธรรมนัส มีอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี หรือ กดดันรัฐบาลให้นำไปการสู่ยุบสภา ตนจะถือว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปอยู่ร่วมพรรคเดียวกัน ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองอื่น ตนไม่ทราบ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวด้วยว่า ในทางกลับกัน หาก ร.อ.ธรรมนัส กับพวก ต้องการเคลื่อนไหวเพียงเพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ตนก็ถือว่าเป็นคนละอุดมการณ์กัน ซึ่งแปลว่าเราไม่ได้ฝ่ายเดียวกัน ส่วนจุดยืนของตน ขอยืนยันคำเดิมคือ ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลาออกจากตำแหน่ง และยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน

‘ไผ่ ลิกค์’ คอนเฟิร์มแล้ว พรรค ‘เศรษฐกิจไทย’ คือรังใหม่ก๊วนธรรมนัส

เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 20 ม.ค.65 ในเฟซบุ๊ก ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1 ได้โพสต์ข้อความว่า “ขอขอบคุณทุกกำลังใจ แรงเชียร์ แรงสนับสนุน จากพี่น้องทุกคนที่เข้ามาทุกทางมากนะครับ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นผมคงไม่ขอพูดอะไรมากยกเว้น เราคงต้องหาที่อยู่ ที่สามารถทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้มากที่สุด ที่เรามีอิสระในการทำงานได้เต็มที่ และที่สำคัญพวกเราไม่มีการต่อรองเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้พวกผมได้มีพรรคที่พวกเราจะเข้ามาอยู่คือ “พรรคเศรษฐกิจไทย” เพราะแนวทางที่พูดคุยเข้ากันได้ดี แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด มีปัญหาและคำถามที่พี่น้องถามเข้ามาเยอะ ว่าเราจะยืนอยู่ข้างไหนผมบอกได้เลย ผมจะยืนอยู่ข้างและเรื่องที่ถูกต้องและเป็นผลประโยชน์กับบ้านเมืองเท่านั้น เหมือนที่ผมเคยเดินเข้าไป หาเสียงขอคะแนนกับ พ่อแม่พี่น้องในจังหวัดกำแพงเพชร เขต 1 ว่าผมจะเลือกอยู่พรรค ที่ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องได้มากที่สุด ผมก็จะยังขอยึดมั่นในคำพูดเดิมที่หาเสียง ที่พ่อแม่พี่น้องให้ความไว้วางใจผมเข้ามา ขอให้พ่อแม่พี่น้องดูต่อไปนะครับ ว่าผมเหมือนคำที่คุณพ่อและผมนำมาใช้ต่อว่า “ใจถึง พึ่งได้” จริงมั้ย”

เตือน “21 ส.ส.” ระวังคดีพลิก อย่าเพิ่งรีบสมัครพรรคใหม่

ความคืบหน้ากรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค กับ ส.ส. 20 คน พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพของพรรคตามคำร้องขอ เพื่อให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (9) ในการหาสังกัดพรรคใหม่ภายใน 30 วัน โดยมีรายงานว่าจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยนั้น

ล่าสุดวันที่ 20 มกราคม 2565 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้…

“21 ส.ส. อย่าเพิ่งรีบไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่นนะครับ รอ พปชร. ส่งเรื่องถึง กกต. และให้ กกต. เห็นชอบว่า มติถูกต้อง พ้นสมาชิกภาพพรรคเดิมก่อน แล้วจึงไปสมัครพรรคใหม่นะครับ รีบสมัครเดี๋ยวคดีพลิก เป็นสมาชิก 2 ที่พร้อมกัน พ้นทั้งสองที่”

พรรค “สร้างอนาคตไทย” จ่อดึง “กลุ่มคุณปลื้ม-ก๊วนวราเทพ-สะสมทรัพย์” ร่วมพรรค

แหล่งข่าวจากนักการเมือง ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยที่มีนายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงานเป็นแกนนำ เปิดเผยความเคลื่อนไหวในการเตรียมการเลือกตั้งว่า จะมีกลุ่มการเมืองย้ายมาพรรคสร้างอนาคตไทยอีกหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย ที่คุ้นเคยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ หนึ่งในผู้สนับสนุนการตั้งพรรค

โดยได้พูดคุยกันแล้วคือ กลุ่มคุณปลื้มของนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา พี่ชายนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม โดยระยะหลัง กลุ่มคุณปลื้ม มีความขัดแย้งกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงานและส.ส.ชลบุรี รวมถึงกลุ่มกำแพงเพชร ของนายวราเทพ รัตนากร อดีตรมช.คลัง ที่สนิทกับนายสมคิด มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ที่จะย้ายมาด้วย

รายงานข่าวจากพรรคสร้างอนาคตไทยระบุอีกว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบ้านใหญ่นครปฐม ของนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตรมว.แรงงาน ก็จะนำกลุ่มนครปฐม ออกจากชาติไทยพัฒนามาอยู่กับพรรคสร้างอนาคตไทยเช่นกัน

รวมถึงยังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่มีการติดต่อพูดคุยกับนายสนธิรัตน์ และนายสมคิดแล้วว่าจะย้ายมาสร้างอนาคตไทยเช่น นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเป็นตัวหลักให้พรรคคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

เปิดลิสต์ 5 อันดับพรรคการเมืองได้รับเงินจัดสรรสูงสุด ‘ก้าวไกล’ ได้มากสุด

20 มกราคม 2565 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศยอดเงินการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองประจำปี 2565 มีพรรคการเมืองที่ได้รับเงินจัดสรรอุดหนุนทั้งหมด 67 พรรคการเมือง ว่า พรรคก้าวไกลได้รับยอดจัดสรรกว่า 30,145,874.76 บาท นับเป็นพรรคที่ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1โดยพรรคการเมือง 5 อันดับแรกที่ได้รับยอดจัดสรรสูงสุด จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้แก่
1.พรรคก้าวไกล 30,145,874.86 บาท
2.พรรคประชาธิปัตย์ 13,133,331.30 บาท
3.พรรคภูมิใจไทย 9,475,722.29 บาท
4.พรรคกล้า 6,559,587.89 บาท
5.พรรคพลังประชารัฐ 5,706,040.41 บาท

“ผมในฐานะเลขาธิการพรรคก้าวไกล ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนในการสร้างพรรคให้เป็นพรรคของประชาชนที่ยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืนจากการสนับสนุนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค ประชาชนผู้สนับสนุนพรรค ผู้แทนราษฎร คณะกรรมการบริหารพรรค คณะทำงานจังหวัด คณะทำงานประเด็น ทีมงานอาสาสมัคร และที่ขาดไม่ได้ ก็คือประชาชนผู้กรอก 164 อุดหนุนภาษีให้พรรคก้าวไกลในรอบปีภาษีที่ผ่านมา” นายชัยธวัช กล่าว

“ศบค.”ปรับลดโซนพื้นที่ สีส้มเหลือ 44 จังหวัด คงพื้นที่สีฟ้า เริ่ม 24 ม.ค.นี้- ต่อเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.65 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การโควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.ชุดใหญ่) ได้มีมติเห็นชอบเรื่องสำคัญ ได้แก่ ขยายขยายระยะเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 2 สิ้นสุด 31 มี.ค.65 ปรับลดพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) เหลือ 44 จังหวัด จาก 69 จังหวัด โดยให้ปรับเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 25 จังหวัด และคงพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 8 จังหวัด

พร้อม ปรับเวลาดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารเป็นถึง 23.00 น. จาก 21.00 น. ทั้งในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว และพื้นที่เฝ้าระวังสูง โดยต้องเป็นร้านอาหารที่ผ่าน SHA+ หรือ Thai Stop COVID 2 Plus เท่านั้น และตามาตรการ COVID Free Setting ให้ปรับใช้ Work from Home (WFH) ตามความเหมาะสม จากเดิมขอความร่วมมือสิ้นสุด 31 ม.ค.65 นอกจากนี้ให้เปิดลงทะเบียน Test&Go ได้อีกครั้งตั้งแต่ 1 ก.พ. 65 โดยปรับเป็นการตรวจ RT-PCR 2 ครั้ง ให้ขยาย Sandbox ชลบุรี (อ.บางละมุง เมืองพัทยา อ.ศรีราชา อ.เกาะสีชัง อ.สัตหีบ เฉพาะต.นาจอมเทียน ต.บางเสร่) และตราด พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยง Sandbox เดิม

นายกฯ เผยปรับมาตรการ-ผ่อนคลาย

(20 มกราคม) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) หรือ ศบค. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 2/2565 ว่าวันนี้ประเด็นสำคัญคือเรื่องการพิจารณาของ ศบค.ชุดใหญ่ ในเรื่องการแก้ปัญหาสถานการณ์แนวโน้มโอมิครอน และแนวโน้มในการปรับมาตรการต่างๆ

อย่างที่บอกไปแล้วอะไรที่เราสามารถจะดำเนินการได้ก็จะเร่งดำเนินการ เพราะเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน อะไรที่ผ่อนคลายได้เราก็จะผ่อนคลายให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจต่างๆ ผู้ประกอบการด้วยในการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดขึ้นมาอีกก็จะทำให้ระบบสาธารณสุขของเราเสียหาย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะนายกฯ ได้เน้นย้ำตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา และมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มสถานการณ์ในขณะนี้ก็มีแนวโน้มตามที่สาธารณสุขได้ประเมินแล้วว่ายังสามารถควบคุมไว้ได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ ถึงแม้จะมีสถิติการแพร่ระบาดสูงขึ้นก็ตาม แต่สถิติผู้เสียชีวิตลดลง

มติ คกก.ควบคุมยาเสพติด ปลด “กัญชา” พ้นยาเสพติดให้โทษประเภท 5

(20 ม.ค.2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรณีการกำหนดทิศทางกฎหมายควบคุมยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามความในประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2564 เป็นต้นมา ไม่มีการระบุชื่อ กัญชา และกัญชง ในประเภทของยาเสพติดให้โทษ
ดังนั้น ขั้นตอนแรก คือ การระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามระบุในประมวลฯ จะพิจารณาเห็นชอบ หลังจากนั้นจึงออกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามต่อไป

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2565 คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยมี นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นประธานฯ ได้เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. …. คือ สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis ยกเว้นที่ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ คือ ก.สารสกัดจากพืชกัญชา กัญชง เฉพาะที่ได้จากการอนุญาตปลูกในประเทศ ในทุกส่วนที่มีปริมาณสาร THC ไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก และ ข.สารสกัดจากเมล็ดกัญชา กัญชง ที่ได้จากการปลูกในประเทศเช่นกัน

ต่อมาวันที่ 20 ม.ค.มีการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด กำหนดให้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการฯ ซึ่งได้มอบหมายให้ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมฯ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาที่สำคัญ คือ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 พ.ศ. …. โดยองค์ประชุมประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานจากหลายภาคส่วน อาทิ อธิบดีจากทุกกรมของกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) นายกสภาการแพทย์แผนไทย นายกสภาเภสัชกรรม และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง รมว.สาธารณสุข แต่งตั้งจำนวน 10 คน จากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ ในจำนวนนี้ให้แต่งตั้งจากภาคเอกชน ไม่น้อยกว่า 3 คน

มติในที่ประชุมเห็นชอบตรงกันในร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ขั้นตอนต่อไป คือ การยกร่าง เสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(คณะกรรมการ ป.ป.ส.) เห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันอังคารที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 13.00-14.00 น. นี้

กพท. ยัน 5G ในไทยไม่กวนสัญญาณเครื่องบิน – ใช้ช่วงคลื่นห่างกัน

(20 ม.ค.2565) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่ปรากฏว่าหลายสายการบินในสหรัฐฯ ออกเตือนการเปิดใช้สัญญาณ 5G ย่านความถี่ C-Band ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในสหรัฐฯ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเครื่องบิน โดยเฉพาะขณะที่กำลังจะลงจอด ทำให้เกิดข้อกังวลสำหรับประเทศไทยว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากสัญญาณ 5G เช่นเดียวกันหรือไม่ นั้น

ผลกระทบจากสัญญาณ 5G ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบปฏิบัติการบินของเครื่องบิน เกิดจากสัญญาณ 5G อาจไปรบกวนการทำงานของระบบอุปกรณ์ที่สำคัญและมีความอ่อนไหวสูง โดยเฉพาะเครื่องวัดความสูงด้วยคลื่นวิทยุของอากาศยาน (Radio Altimeter) ซึ่งจะแสดงผลในห้องนักบินให้ทราบระดับความสูงเหนือพื้นดินในขณะนั้น ทำให้อาจไม่ได้รับข้อมูลความสูงที่ถูกต้องและอาจก่อให้เกิดอันตรายระหว่างเตรียมลงจอดสู่สนามบิน ซึ่ง Radio Altimeter นี้เป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้งานคลื่นความถี่ในย่าน 4,200 – 4,400 MHz (4.2 – 4.4 GHz)

ประเด็นปัญหาที่เกิดกับสหรัฐ แต่ยังไม่มีรายงานปัญหาในประเทศอื่น ๆ เนื่องจากสัญญาณ 5G แบบใหม่ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในสหรัฐฯ เตรียมเปิดใช้งาน ใกล้เคียงกับย่านความถี่ของอุปกรณ์ Radio Altimeter จนอาจเกิดการรบกวนกัน เพราะ 5G ใช้ย่านความถี่ 3.7 – 3.98 GHz ขณะที่ Radio Altimeter ใช้ย่านความถี่ 4.2-4.4 GHz แต่ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลียและญี่ปุ่นที่ยังไม่พบปัญหาในลักษณะนี้เพราะมีมาตรการ เช่น การจัดสรรย่านความถี่เครือข่ายกับความถี่ด้านการบินให้ห่างกัน 100 หรือ 200 MHz นอกจากนี้สถานีฐานของระบบ 5G ต้องลดการแพร่สัญญาณเข้าไปในย่านความถี่ด้านการบิน และต้องตั้งอยู่ห่างจากแนวการขึ้น-ลงของอากาศยานไม่ต่ำกว่า 200 เมตร

สำหรับประเทศไทย ใช้ 5G ในย่านความถี่ 2.6 GHz ซึ่งถือว่ามีช่วงห่างจากย่านความถี่ของ Radio Altimeter (4.2 – 4.4 GHz) ค่อนข้างมากในระดับปลอดภัยจากการรบกวน อีกทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้เตรียมพร้อมประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยจัดทำข้อมูลแจ้งเตือนสายการบินเป็นระยะตั้งแต่เดือน มิ.ย.2564 เป็นต้นมา หลังจากได้รับทราบข้อมูลและการแจ้งเตือนจาก FAA และ ICAO

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าเกิดการรบกวนของสัญญาณ 5G ที่ใช้งานในประเทศไทยต่อระบบปฏิบัติการบินแต่อย่างใด แต่ยังถือเป็นประเด็นที่ CAAT ยังต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

You may also like

Leave a Comment