สถานการณ์รอบโลก วันศุกร์ที่ 21 มกราคม

by admin
20 views

ภูเขาน้ำแข็งยักษ์ละลาย ปล่อยน้ำนับแสนล้านตัน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า จากข้อมูลของผลการวิจัยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2020 ระบุว่า ภูเขาน้ำแข็งมหึมาที่แตกออกมาจากทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อปี 2017 ได้ละลายจนหมดและ ปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลราว 152,000 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 61 ล้านสระ หลังจากภูเขาน้ำแข็งแตกออกมาจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ซึ่งอุ่นเร็วกว่าพื้นที่อื่นในทวีปแอนตาร์กติก

ข้อมูลจากหน่วยงานสำรวจแอนตาร์กติกของอังกฤษระบุว่า ภูเขาน้ำแข็งดังกล่าวซึ่งเรียกกันว่าA-68A มีขนาด 5,719 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดใหญ่กว่าประเทศลักเซมเบิร์กถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น และใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ของโลกเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

รายงานระบุว่า ภูเขาน้ำแข็งหนักล้านล้านตัน ล่องลอยอยู่เป็นเวลา 2 ปี โดยลอยจากพื้นที่ใกล้น่านน้ำของทะเลเวดเดลล์ ขึ้นเหนือเข้าใกล้เกาะเซาท์จอร์เจียของอังกฤษ อยู่ห่างจากจุดที่น้ำแข็งแยกอออกมาประมาณ 4,000 กิโลเมตรในปลายปี 2020 ทำให้ผู้คนเกิดความกังวลว่า ภูเขาน้ำแข็งนี้จะติดก้นทะเล ขวางกระแสน้ำ และขวางเส้นทางของเพนกวินและแมวน้ำ แต่ผลการศึกษาใหม่พบว่า ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งติดก้นทะเลในช่วงเวลาสั้นๆ มันก็ละลายอย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่อุ่นกว่า บริเวณรอบเกาะเซาท์จอร์เจีย ก่อนจะละลายไปจนหมดในปี 2021

ไทยอันดับ 1 โลก ขอ ‘กูเกิล’ ลบเนื้อหาวิจารณ์รัฐ ติดอันดับ 16 ยอดรวมคำขอทั้งหมด

เว็บไซต์ Surfshark รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลของเว็บไซต์ Google ที่รายงานจำนวน “คำขอ” ให้ลบเนื้อหาจากรัฐบาล และตัวแทนของรัฐบาลประเทศต่างๆ นับตั้งแต่ปี 2009 พบว่า เนื้อหาประเภท “วิพากษ์วิจารณ์รัฐ” มีคำขอจากประเทศไทยให้ลบเนื้อหาดังกล่าวมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก อย่างไรก็ตามหากนับรวมประเภทคำขอทั้งหมด รัสเซีย จะอยู่ในอันดับที่ 1 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 16

Surfshark ระบุว่า กูเกิล ประกาศตัวเลขสถิติคำขอให้ลบเนื้อหาต่างๆออกจากแพลทฟอร์มนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา และพบว่าคำขอดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และเป็นปีของ “เบร็กซิท” ด้วย

รายงานระบุว่า ตัวเลขคำขอให้ลบเนื้อหานั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยรัสเซีย มีคำขอให้ลบเนื้อหามากที่สุดในโลกนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลที่จำนวน 123,606 คำขอ ตามมาด้วย ตุรกี อินเดีย และสหรัฐอเมริกา

ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 16 ของโลก มีจำนวนคำขอให้ลบเนื้อหาทั้งสิ้น 1,147 คำขอ ที่น่าสนใจคือ ในจำนวนนี้ 95.2 เปอร์เซ็นต์ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการ “วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล” และหากจัดอันดับเฉพาะเนื้อหานี้ ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ 1 ของโลกทันที ที่ 1,092 คำขอ

ผลสำรวจความเห็นชาวจีนคะแนนนิยมรัฐบาลพุ่งทะลุ 90%

ผลสำรวจ 2022 Edelman Trust Barometer จัดทำโดย Edelman บริษัทที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์รายใหญ่ที่สุดของโลกชี้ว่า ระดับความเชื่อมั่นของชาวจีนที่มีต่อรัฐบาลแตะ 91% ในขณะที่ชาวอเมริกันเชื่อมั่นในรัฐบาลสหรัฐเพียง 39% เท่านั้น

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า Edelman Data & Intelligence จัดทำผลสำรวจด้านความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือประจำปีฉบับที่ 22 โดยสัมภาษณ์ประชาชน 36,000 คน จาก 28 ประเทศผ่านทางระบบออนไลน์เป็นเวลา 30 นาที ในระหว่างวันที่ 1-24 พ.ย.2021

บรรดามาตรวัดทั้ง 4 ประเภทประกอบด้วยธุรกิจ, องค์กรนอกภาครัฐ (NGO), รัฐบาล และสื่อมวลชน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของชาวจีนปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมด ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันลดลง โดยรวมแล้ว ดัชนีความเชื่อมั่นของชาวจีน ปรับขึ้น 11 จุด สู่ระดับ 83 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของชาวอเมริกัน ลดลง 5 จุด สู่ระดับ 43

สำหรับประเทศจีน Edelman ได้อ้างอิงปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศหลากหลายประการที่เป็นสาเหตุให้คะแนนนิยมรัฐบาลอยู่ในระดับที่สูงมากในปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นประเทศขนาดใหญ่แห่งแรกที่เปิดเศรษฐกิจอีกครั้งและฟื้นตัวหลังการระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งยังเป็นประเทศที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่เศรษฐกิจขยายตัวในปี 2563 และสามารถรักษาแนวโน้มดังกล่าวเอาไว้ได้เกือบตลอดทั้งปี 2564

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลจีนยังได้สร้างความก้าวหน้าในหลากหลายประเด็นในปี 2564 เช่นการเดินหน้าต่อสู้กับมลพิษ และโครงการต่อต้านการทุจริต

ผลสำรวจเผยชาวนิวยอร์กส่วนใหญ่กังวลสหรัฐบริหารผิดทาง

ผลสำรวจของเซียนา คอลเลจ ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค.ระบุว่า ท่ามกลางการรุมเร้าจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ชาวอเมริกันในรัฐนิวยอร์กส่วนใหญ่มองว่าสหรัฐกำลังเดินผิดทาง

ผลการสำรวจจัดทำระหว่างวันที่ 9-13 ม.ค. ในกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 806 คน พบว่า 57% ของกลุ่มสำรวจนี้ มองว่าสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กำลังเดินผิดทาง อีกทั้งการขาดความมั่นใจในสถานภาพปัจจุบันของสหรัฐยังกระทบต่อผู้คนทุกภูมิภาค ทุกเชื้อชาติ และทุกระดับรายได้

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก โพสต์รายงานโดยอ้างอิงผลสำรวจว่า มหาวิทยาลัยได้สอบถามความคิดเห็นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในสหรัฐในการสำรวจทุกครั้ง โดยพบว่าความคิดเห็นของประชาชนย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

“แนซี เปโลซี” ยอมเปลี่ยนจุดยืน หนุนออกมาตรการห้ามสมาชิกคองเกรสซื้อขายหุ้น

นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ม.ค ว่า เธอสนับสนุนการออกมาตรการห้ามสมาชิกสภาคองเกรสซื้อขายหุ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่แล้วมา แม้ดูเหมือนจะไม่เต็มใจนัก

“ดิฉันเชื่อมั่นในความซื่อตรงของสมาชิกสภาคองเกรสเป็นอย่างยิ่ง แม้ดิฉันไม่อยากให้มีการกำหนดตายตัวว่า เราสามารถกระทำสิ่งใดได้และไม่ได้บ้าง เพราะหวั่นประชาชนจะไม่ไว้วางใจในตัวเรา แต่หากสมาชิกสภาคองเกรสต้องการเช่นนั้น ดิฉันก็ไม่มีข้อขัดแย้งใด” นางเปโลซีกล่าว

เว็บไซต์มาร์เก็ตวอชรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นางเปโลซี ส.ส.รัฐแคลิฟอร์เนีย พรรคเดโมแครตได้ออกมาปกป้องสิทธิ์ในการเล่นหุ้นอย่างเสรีของบรรดาสมาชิกสภาคองเกรส เมื่อเดือนที่ผ่านมามีการเปิดเผยว่า นายพอล เปโลซี สามีของเธอมีแนวโน้มได้รับผลประโยชน์จำนวนมากจากการซื้อคอลออปชันของบริษัทรายใหญ่หลายแห่ง รวมถึง อัลฟาเบท อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล และวอลท์ ดิสนีย์ หากราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นแบบต่อเนื่อง

นักวิจารณ์ต่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หากสมาชิกสภาคองเกรสใช้ข้อมูลวงในทำกำไรจากการเล่นหุ้น ทำให้นางเปโลซีออกมาโต้แย้งเมื่อเดือนธ.ค.ว่า “ประเทศของเราคือเศรษฐกิจที่ใช้ระบบตลาดเสรี ดังนั้น สมาชิกสภาคองเกรสจึงควรมีสิทธิ์เข้าร่วมตลาดด้วยเช่นกัน”

ขณะที่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายมาร์ค เคลลี วุฒิสมาชิกรัฐแอริโซนา พรรคเดโมแครต และนายจอจ ออสซอฟฟ์ วุฒิสมาชิกรัฐจอร์เจีย พรรคเดโมแครตได้เสนอร่างกฎหมายที่จะห้ามไม่ให้สมาชิกสภาคองเกรส คู่สมรสและบุตรทำการซื้อขายหุ้นในขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสท่านนั้นยังคงอยู่ในตำแหน่ง และกำหนดให้นำสินทรัพย์ที่พวกเขาถือครองเข้ากองทุนบลายด์ ทรัสต์ (Blind Trust)

การอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในการหาประโยชน์เข้ากระเป๋า ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มสมาชิกสภาคองเกรสเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ นายริชาร์ด แคลริดา รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ หลังมีการเปิดโปงข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในเดือนก.พ. 2563 ขณะที่นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัสประกาศลาออกเช่นกัน หลังจากที่เกิดข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

จีนเผยเรือรบสหรัฐฯ ล่วงล้ำน่านน้ำใกล้หมู่เกาะพาราเซลล์-เตือนให้ออกจากพื้นที่

เมื่อวันที่ 20 มกราคม กองทัพจีนแถลงว่ากองกำลังทางเรือของจีนติดตาม และเตือนให้เรือรบของสหรัฐฯ ลำหนึ่งซึ่งล่วงล้ำน่านน้ำของจีนใกล้บริเวณหมู่เกาะพาราเซลล์ในทะเลจีนใต้ออกจากพื้นที่ไป

กองบัญชาการที่รับผิดชอบพื้นที่ทางใต้ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนให้ข้อมูลว่า เรือรบของสหรัฐ USS Benfold เข้าไปในน่านน้ำอาณาเขตของจีนอย่างผิดกฎหมายโดยไม่รับอนุญาตและละเมิดอธิปไตยของจีน ทำให้กองกำลังทางเรือและทางอากาศของจีนเข้าติดตามเรือสหรัฐฯ ลำดังกล่าว พร้อมทั้งได้มีคำแถลงเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ ยุติการกระทำในทางยั่วยุที่ว่านี้โดยทันที มิฉะนั้นก็อาจต้องได้รับผลอย่างร้ายแรงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ด้านกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิเสธคำกล่าวที่ว่าเรือรบ USS Benfold ถูกเตือนให้ออกจากพื้นที่ แต่ก็ยอมรับว่าเรือลำดังกล่าวปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่นั้นจริง และว่าเป็นภารกิจที่สะท้อนความมุ่งมั่นของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการปกป้องเสรีภาพของการเดินเรือ

คำแถลงจากกองเรือที่ 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังแปซิฟิกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือรบ USS Benfold ได้ทำในสิ่งที่กองทัพเรือเรียกว่า “ปฏิบัติการเพื่อเสรีภาพของการเดินเรือ” โดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและได้มีปฎิบัติการตามปกติในน่านน้ำระหว่างประเทศด้วย

ปกติแล้ว กองทัพเรือสหรัฐฯ มักมีปฏิบัติการในลักษณะที่ว่านี้ในทะเลจีนใต้เพื่อท้าทายการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนในพื้นที่บางส่วนในทะเลจีนใต้ และคำแถลงของสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ ช่วยปกป้องสิทธิของทุกประเทศในการเดินเรือ การบินผ่าน หรือการมีปฏิบัติการตามที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาตให้ทำได้

คน ‘สวีเดน’ ก็ขี้โกงเร่งตามเหยื่อถือ ‘ผลตรวจโควิดปลอม’ เที่ยวต่างประเทศหลายหมื่นราย

(21 มกราคม 2565) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ตำรวจสวีเดนเปิดเผยว่ามีประชาชนอาจเดินทางไปต่างประเทศ โดยถือใบรับรองผลตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) แบบพีซีอาร์เป็นลบ “ของปลอม” ราว 35,000 คน กรณีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทตรวจโรคที่ขึ้นทะเบียนกับทางการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตำรวจพบอีเมล์ของผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อกลุ่มนี้ระหว่างการสืบสวนสอบสวน “ด็อกเตอร์กรุ๊ปเพ่น” (Doktorgruppen) บริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าออกใบรับรองผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นลบ โดยไม่มีการวิเคราะห์ผลตรวจตามจริง ซึ่งบริษัทนี้คิดค่าตรวจโควิด-19 ราว 1,500 โครเนอร์สวีเดน (ราว 5,300 บาท)

ด็อกเตอร์กรุ๊ปเพ่น ซึ่งมีคลินิกอยู่หลายแห่งในกรุงสตอกโฮล์ม ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายโดยสำนักงานสาธารณสุขสวีเดน (PHA) และดำเนินกิจการนานกว่า 6 เดือน ก่อนจะปิดตัวลงหลังจากตำรวจบุกตรวจค้นเมื่อกลางเดือนมิถุนายนปี2021

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสวีเดนรายงานว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่สอบสวนต้องการทราบจากผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงครั้งนี้ คือพวกเขามีอาการป่วยโรคโควิด-19 ในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเข้ารับการตรวจโรคหรือไม่

มีข้อบ่งชี้ว่าผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อได้รับผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นลบจากด็อกเตอร์กรุ๊ปเพ่น ทำให้เข้าใจว่าตรวจโรคเรียบร้อยและไม่ติดเชื้อ ทว่าผลตรวจนั้นกลับเป็นของปลอมและพวกเขาอาจมีอาการป่วย รวมถึงอาจเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงสุด
รายงานเปิดเผยว่าตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ฝรั่งเศส ผ่อนคลายมาตรการโควิด ให้กิน ‘ป็อบคอร์น’ ในโรงหนัง-เปิดผับ ได้แล้ว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ฌอง กาสเต็กซ์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 มกราคม ว่า รัฐบาลฝรั่งเศส จะผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ลง เริ่มต้นตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้น โดยหนึ่งในนั้นคือการอนุญาตให้กิน “ป็อปคอร์น” ในโรงหนังได้

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ระบุว่า จะมีการผ่อนคลายกฎเกี่ยวกับการทำงานจากที่บ้านลงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยจำนวนเพดานผู้เข้าใช้บริการสนามกีฬา พื้นที่รวมตัวทำกิจกรรม สถานบันเทิงต่างๆจะถูกยกเลิก และการบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้งจะถูกยกเลิก ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์

ขณะที่ไนต์คลับจะกลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เช่นเดียวกับโรงหนังที่จะอนุญาตให้ลูกค้ากินป็อปคอร์น ขนม ในโรงหนังได้ ขณะที่กฎที่กำหนดให้เด็กๆต้องสวมหน้ากากอนามัยในห้องเรียนจะมีการผ่อนคลายหลังวันหยุดฤดูหนาว

ในฝรั่งเศส มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น 425,000 รายเมื่อวันที่ 20 มกราคม อย่างไรก็ตามยอดผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในไอซียูนั้นยังคงที่ ทำให้รัฐบาลมีช่องว่างในการบริหารจัดการอยู่บ้าง

ออสเตรียเป็นชาติแรกในยุโรปออกกฎหมายบังคับฉีดวัคซีนโควิดฝ่าฝืนปรับนับแสน

(21 มกราคม 2565) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐสภาออสเตรียผ่านความเห็นชอบให้บังคับฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประชากรวัยผู้ใหญ่ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ถือเป็นชาติแรกในทวีปยุโรปที่ออกข้อบังคับเช่นนี้ ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากได้ออกมาชุมนุมกันเพื่อต่อต้านมาตรการดังกล่าว

สภาผู้แทนราษฎรของออสเตรียมีมติเสียงข้างมาก 137-33 เสียง ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม ผ่านกฎหมายว่าด้วยการที่ประชากรอายุตั้งแต่ 18 ปี ต้องรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครบตามเงื่อนไขของวัคซีนแต่ละชนิด โดยเสียงคัดค้าน ล้วนมาจากพรรคอิสรภาพ (เอฟพีโอ) พรรคการเมืองชาตินิยมขวาจัด

กฎหมายบังคับฉีดวัคซีนโควิดในประชากรวัยผู้ใหญ่ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.นี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะกับหญิงมีครรภ์ และผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพส่วนบุคคล โดยต้องมีหลักฐานยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ ว่าไม่สามารถรับวัคซีนได้ นอกเหนือจากนี้ไม่ถือเป็นข้อยกเว้น ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสูงสุด 3,600 ยูโร (ราว 134,835.60 บาท )

ประชาชนออสเตรียหลายหมื่นคนได้ออกมาชุมนุมเพื่อคัดค้านข้อบังคับฉีดวัคซีนโควิดในช่วงสุดสัปดาห์เป็นประจำ นับตั้งแต่ที่รัฐบาลออสเตรียประกาศเดินหน้าผลักดันข้อบังคับดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021เพื่อกระตุ้นอัตราฉีดวัคซีนโควิดของประเทศ

ขณะนี้ ออสเตรียมียอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิดสะสมกว่า 1.5 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 13,900 คน โดยมีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนครบสองโดสร้อยละ 72 ถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยอัตราฉีดวัคซีนโควิดของสหภาพยุโรป(อียู)ที่ร้อยละ 70

บริษัทผลิตหน้ากาก N95 สหรัฐได้รับกดดัน หลังรัฐบาลประกาศแจกฟรีให้ประชาชนกว่า 400 ล้านชิ้น

ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งผลิตหน้ากากชนิด N95 หลังจากที่คณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศเมื่อวันพุธที่ 19 ม.ค. ว่าจะแจกหน้ากาก N95 จำนวน 400 ล้านชิ้นให้กับประชาชนฟรีเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้สต็อกสินค้าคงคลังในสหรัฐลดลงมากกว่าครึ่ง

“ผู้ผลิตหน้ากากอนามัยในสหรัฐเริ่มมีความวิตกกังวล เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมที่ซบเซากลับพลิกโฉมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อภารกิจของประเทศในชั่วข้ามคืน” Axios สื่อสหรัฐรายงาน โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ผลิตอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เร่งด่วนนี้ได้
สมาคมผู้ผลิตหน้ากากแห่งอเมริกา (AMMA) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตหน้ากากอนามัยชนิดดังกล่าวในสหรัฐปรับตัวลง หลังจากความต้องการลดลงในช่วงฤดูร้อนปี 2564 ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีน

ก่อนการประกาศของรัฐบาล ตัวเลขสต็อกหน้ากาก N95 อยู่ที่ราว 737 ล้านชิ้น และการเร่งผลิตเพื่อเติมสต็อกนั้นต้องใช้เวลา เพราะปัจจุบัน ผู้ผลิตชาวอเมริกันลดระดับการผลิตหน้ากากลงอย่างมาก หลังการระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั่วประเทศ ทำให้รัฐบาลไม่ได้ออกกฎบังคับให้ประชาชนต้องสวมหน้าอนามัยอีกต่อไป ทำให้ความต้องการลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง

กำลังการผลิตหน้ากาก N95 รายปีในหมู่สมาชิกของ AMMA ลดลง 47% จากระดับ 1.1 พันล้านชิ้นในเดือนพ.ค. สู่ระดับ 584 ล้านชิ้นในเดือนม.ค. ขณะที่สมาชิกประมาณ 20 รายจากทั้งหมด 30 รายของ AMMA ตัดสินใจยุติการผลิตแล้ว โดยซีอีโอของบริษัท Armbrust ผู้ผลิตหน้ากากจากรัฐเท็กซัสเผยว่า “เราเลิกจ้างพนักงานงานประมาณ 70%”

ดอว์น โอ คอนเนลล์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ กล่าวกับคณะกรรมการวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “รัฐบาลกำลังมองหาผู้ผลิตที่สามารถผลิตหน้ากาก N95 ได้ 141 ล้านชิ้นต่อเดือน” และคาดว่าจะมีการทำสัญญาในเดือนม.ค.-ก.พ.

WHO แถลง โควิด-19 อาจคร่าชีวิตบุคลากรสาธารณสุขแล้วระหว่าง 80,000-180,000 คน

องค์การอนามัยโลก แถลงว่า โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาจคร่าชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ไปแล้วระหว่าง 80,000-180,000 คน ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2020 ถึงเดือนพฤษภาคม 2021

สาเหตุเกิดจากความไม่เท่าเทียมในการแจกจ่ายวัคซีน ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในประเทศที่มีรายได้น้อยก็ได้รับวัคซีนไม่ทั่วถึงเช่นกัน พร้อมกับยังมีความกังวลต่อการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ Delta Plus

ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ต้องให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก และยังวิจารณ์ถึงความไม่ยุติธรรมในการแจกจ่ายวัคซีนด้วย

ปัจจุบันมีบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 135 ล้านคนทั่วโลก ผู้อำนวยการ WHO ระบุว่า ข้อมูลจาก 119 ประเทศ พบว่า เฉลี่ยแล้ว มีบุคลากรทางการแพทย์ 2 ใน 5 คนทั่วโลกที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว

บุคลากรทางการแพทย์ในแอฟริกาที่ได้รับวัคซีนครบ มีไม่ถึง 1 ใน 10 คน ขณะที่ ในประเทศที่มีรายได้สูง มีบุคลากรทางการแพทย์ 8 ใน 10 คนที่ได้ฉีดวัคซีนครบแล้ว

ปัจจุบันการฉีดวัคซีนต้านโควิดทั่วโลกไปแล้วกว่า 6,760 ล้านโดส และมีผู้ได้รับวัคซีนครบแล้ว 36.9% ขณะที่ ประชากรแอฟริกาไม่ถึง 5% ที่ได้รับวัคซีน เมื่อเทียบกับทวีปอื่น ๆ ที่ได้รับวัคซีนถึง 40%

สำนักข่าว BBC รายงานว่า วัคซีนต้านโควิดส่วนใหญ่ถูกใช้ในประเทศที่มีรายได้สูงหรือรายได้ปานกลางระดับสูง ขณะที่ แอฟริกามีสัดส่วนการใช้วัคซีนเพียง 2.6% ของปริมาณวัคซีนที่ใช้ทั่วโลก

รถขนระเบิดชนมอเตอร์ไซค์ บึ้มสนั่นกลางเมืองในประเทศกานา ดับ 17 ศพ เจ็บครึ่งร้อย

(21 มกราคม) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เกิดเหตุสลดครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศกานา เมื่อรถบรรทุกวัตถุระเบิดสำหรับบริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่ง ได้ชนเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง และมีรถอีกคันเข้ามาเกี่ยวข้อง จนเกิดระเบิดรุนแรงขึ้น ที่เมืองอาปิเอต ใกล้กับเมืองโบโกโซ ห่างจากกรุงอักกรา เมืองหลวงของกานา ไปราว 300 กม. เมื่อวันที่ 20 มกราคม แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 59 ราย
นอกจากนี้แรงระเบิดได้ก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ และทำให้อาคารหลายสิบหลังในพื้นที่ดังกล่าวทรุดถล่มกลายเป็นกองไม้ และซากคอนกรีต
ด้านประธานาธิบดีนานา อาคูโฟ-อัดโด ของกานา กล่าวว่า เป็นอุบัติเหตุโศกสลด และได้แสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

ค่าครองชีพอังกฤษพุ่ง เงินเฟ้อมากสุดในรอบ 30 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อในอังกฤษที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี โดยได้แรงหนุนจากราคาอาหาร เชื้อเพลิง เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าและที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงมากขึ้น ทำให้วิกฤติค่าครองชีพยิ่งรุนแรง กดดันให้ธนาคารกลางอังกฤษอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผย ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค. 2564 อยู่ที่ 5.4% ต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 5.1% ในเดือน พ.ย.2564 และยังสูงที่สุด นับตั้งแต่เดือน มี.ค.2535 ที่ครั้งนั้นสูงถึง 7.1% และ เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ

หากเทียบเป็นรายเดือนจะเห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพุ่งขึ้น 0.5% แซงหน้าระดับที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ที่ 0.3% นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่าค่าก๊าซ ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันจะสูงขึ้นถึง 50% ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ที่อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุด 7% ในเดือน เม.ย.

นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสมากกว่า 90% ที่ธนาคารกลางอังกฤษจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยมองว่าน่าจะปรับเป็น 0.5% ในต้นเดือน ก.พ.ทำให้ต้องจับตาการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 3 ก.พ.อย่างใกล้ชิด หลังจากเพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 0.25% ในเดือน ธ.ค. นับเป็นธนาคารกลางใหญ่แห่งแรกที่เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จากที่ต้องรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำในระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขณะเดียวกันก็มีสัญญาณบอกว่าค่าอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่ารายรับ ยังเกินขีดความสามารถทางการเงินของชาวอังกฤษจำนวนมาก ซึ่งนายริชาร์ด วอล์กเกอร์ ตัวแทนจากซุปเปอร์มาร์เก็ต “ไอซ์แลนด์” ชี้ว่าเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของการใช้ธนาคารอาหาร และสถานสงเคราะห์ที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารฟรีแก่ประชาชน ปัจจุบันซุปเปอร์มาร์เก็ตกำลังสูญเสียลูกค้า เพราะลูกค้าบางคน มีเงินสำหรับค่าอาหารเพียง 25 ปอนด์ (ราว 1,100 บาท) ต่อสัปดาห์ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษยังมีแผนเก็บภาษีเพิ่มที่คาดว่าจะบังคับใช้ในเดือน เม.ย.

You may also like

Leave a Comment