‘ฮุนเซน’ เยือนเมียนมา ท้าทายสหรัฐอเมริกา และอาเซียนบางชาติ

by admin
15 views

สุทิน วรรณบวร สื่ออาวุโสเขียนในคอลัมน์ “ทวนกระแสข่าว” เว็บไซต์แนวหน้าเมื่อวันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565 เรื่อง ‘ฮุนเซน’ เยือนเมียนมา ท้าทายสหรัฐอเมริกาและอาเซียนบางชาติ ดังนี้……..

“อัครมหาเดโชชัยฮุนเซน” นายกฯ ตลอดกาลแห่งกัมพูชานำคณะใหญ่ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเดินทางไปเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ นับเป็นความกล้าหาญที่ท้าทายสหรัฐอเมริกา และสมาชิกอาเซียนบางชาติ

นายฮุนเซน ซึ่งเข้าใจปัญหาจริงถึงได้พูดก่อนออกเดินทางว่า “ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องยุติความรุนแรง” คำพูดของเขาตรงกันข้ามกับตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และอาเซียนบางชาติที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทหารเมียนมาใช้ความรุนแรงแต่ฝ่ายเดียว

ปี 2564 ที่บรูไนเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียน อเมริกาสมคบกับอาเซียนบางประเทศฝ่าฝืนกฎบัตรอาเซียนที่บัญญัติไว้ว่า “ไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอาเซียนยึดมั่นในหลักการฉันทามติ”

แต่ตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านอาเซียนบางชาติรวมหัวกีดกันขัดขวางผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของเมียนมา คือพลเอกมิน อ่อง หล่าย ไม่ให้เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นับว่าครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอาเซียนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2510 ที่อาเซียนบางชาติกลัวอิทธิพลสหรัฐอเมริกากล้าฝืนกฎบัตรของสมาคมประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขัดขวางไม่ให้ผู้นำเมียนมาเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ในการประชุมสุดยอดผู้นำ

โดยเฉพาะอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งมีประสบการณ์กับอดีตประธานาธิบดีซูอาโตผู้นำจอมเผด็จมาอย่างยาวนาน ครอบงำอาเซียนบางชาติขัดขวางเมียนมาเอาเป็นเอาตายทำให้วิกฤตภายในเมียนมาเลวร้ายลงกว่าที่ควรจะเป็น

สาเหตุของความเลวร้ายในเมียนมาเป็นเพราะตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามองปัญหาด้านเดียว คือมองแต่มุมการยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน สหรัฐและประเทศตะวันตกไม่สนใจว่าบริบทของสังคมเมียนมา และอาเซียนบางประเทศเป็นอย่างไร

สหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันตกไม่สนใจว่าการเลือกตั้งในเมียนมาโกงกันอย่างมโหฬารหรือไม่? ไม่สนใจว่าผู้นำคอร์รัปชั่นดังที่ถูกดำเนินคดีหรือไม่? สหรัฐไม่สนใจข้อกล่าวว่านางออง ซาน ซู จี ขายความลับทางราชการให้ต่างชาติตามข้อกล่าวหาหรือไม่? แต่กลับไปสนใจที่ปลายเหตุคือการยึดอำนาจ

อเมริกาคาบคัมภีร์เสรีประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก และฝักใฝ่แต่เรื่องสิทธิมนุษยชนจอมปลอมแล้วใช้เป็นเหตุผลเข้าครอบงำอาเซียนบางชาติให้คว่ำบาตรเมียนมาตามตะวันตก ในข้ออ้างว่าพลเอกมิน อ่อง หล่าย ไม่ให้ความร่วมมือกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนที่ออกมาเมื่อเดือนเม.ย. 2564 หลังจากผู้นำอาเซียนประชุมวาระพิเศษในกรุงจาการ์ตา

ฉันทามติข้อที่ 1 บัญญัติว่า “ให้ทุกฝ่ายในเมียนมายุติความรุนแรงทันทีและใช้ความอดกลั้นอดทนแสวงหาข้อตกลงในการเจรจากับทุกฝ่ายโดยมีทูตพิเศษอาเซียนเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อแสวงหาข้อสรุปโดยสันติวิธีเพื่อประโยชน์ของชาวเมียนมาทั้งมวล”

แต่หลังจากฉันทามติ 5 ข้อออกมาตะวันตกโดยการนำของอเมริกา ยุแหย่สนับสนุนส่งเสริมให้ทุนคนในเครือข่ายพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี ให้ก่อจลาจลสร้างความวุ่นวายเผาทำลายทรัพย์สินราชการแล้วพาลไปเผาทำลายโรงงานร้านค้าและทรัพย์สินของคนจีนโดยกล่าวว่าจีนสนับสนุนให้ทุนทหารทำการปฏิวัติ เมื่อประเทศอยู่ในภาวะมิคสัญญีคณะผู้บริหารแห่งรัฐ (State Administration Council=SAC) ก็ต้องปราบปรามเพื่อคุมสถานการณ์ แน่นอนการปราบปรามควบคุมสถานการณ์เลวร้ายต้องมีคนเจ็บคนตาย

ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐสมคบกับอาเซียนบางประเทศซึ่งเคยมีเรื่องกับเมียนมาในประเด็นโรฮีนจาก่อนหน้านี้ ฉวยโอกาสทำให้เรื่องลุกลามบานปลายโดยการให้ทุนสนับสนุนให้จัดตั้ง “รัฐบาลสามัคคีแห่งชาติ” (National Unity Govermnent=NUG) เป็นรัฐบาลเงา และจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People Defense Force=PDF) ขึ้นมาส่งเยาวชนคนหนุ่มสาว และนักการเมืองพรรคเอ็นแอลดีเข้าป่าไปฝึกการใช้อาวุธกับกองกำลังชาติพันธุ์บางกลุ่ม แล้วกลับมาออกประกาศสงครามประชาชนทั่วประเทศ ลอบวางระเบิดรายวัน ลอบสังหารผู้คนที่สงสัยว่าเป็นสายให้รัฐบาลทหาร วางระเบิดทำลายทรัพย์สินของต่างชาติที่ลงทุนร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะเสาสัญญาณโทรศัพท์ถูกทำลายไปแล้ว 400 กว่าต้นหรือ 80% ของเสาสัญญาณที่มีทั้งหมดในเมียนมา

ในเวลาเดียวกันกลุ่มประเทศตะวันตกก็สมคบกับสื่อในสังกัด เสนอข่าวโจมตีใส่ร้ายกล่าวว่ารัฐบาลทหารโหดร้ายฆ่าประชาชนไปแล้ว 1,300 กว่าราย ปฏิบัติการข่าวของตะวันตกสร้างกระแสโจมตีรัฐบาลทหารอยู่ฝ่ายเดียวทำให้สหประชาชาติและอาเซียนบางชาติคว่ำบาตรเมียนมา รวมทั้งห้ามขายอาวุธให้ทหารเมียนมา ในเวลาเดียวกันตะวันตกก็ลักลอบส่งอาวุธให้ฝ่ายต่อต้านรัฐทหารผ่านทางชายแดนประเทศอินเดีย เพราะอาวุธที่ส่งให้ฝ่ายต่อต้านผ่านทางชายแดนจีนและทางชายแดนไทยไม่ได้

สมาชิกบางชาติในอาเซียนก็สนับสนุนการคว่ำบาตรที่ผลักดันโดยสหรัฐอเมริกาไม่ให้ทุกประเทศขายอาวุธให้ทหารเมียนมาและประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแต่ใช้อำนาจนิยม

แต่นายฮุนเซนนอกจากไม่แคร์อเมริกาแล้วยังท้าทาย โดยออกคำสั่งให้ทำลายอาวุธที่ผลิตในอเมริกาซึ่งตกค้างอยู่ในคลังอาวุธตั้งแต่สงครามอินโดจีนทั้งหมด นอกจากนั้นรัฐบาลกัมพูชายังรื้อถอนทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกที่กองทัพเรืออเมริกันสร้างไว้ที่ฐานทัพเรือ “เรียม” ในอ่าวไทย และเปิดทางให้จีนเข้ามาใช้ท่าเรือเรียมแทนกองเรืออเมริกัน

นายฮุนเซน ยังกล้าท้าทายสหรัฐอเมริกาและอาเซียนบางชาติ โดยการเยือนเมียนมาพูดคุยกับพลเอกมินอ่อง หล่าย อย่างสหายผู้ใกล้ชิด นายฮุนเซนถือว่าเป็นผู้นำระดับสูงสุดคนแรกที่เยือนเมียนมาหลังจากพลเอกมิน อ่อง หล่ายยึดอำนาจจากรัฐบาลของพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564

ความจริงแล้วประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเมียนมาทั้งหลายมิได้รังเกียจเดียดฉันท์รัฐบาลทหารเมียนมาหรือพลเอกมิน อ่อง หล่าย ดังที่ตะวันตกและอาเซียนบางประเทศเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน อินเดีย กัมพูชา ประเทศไทย สปป.ลาว และอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ยังไปมาหาสู่ติดต่อทำความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเมียนมา ไม่ได้คว่ำบาตรเมียนมาตามก้นตะวันตก แต่เป็นเพราะประเทศตะวันออกมีอารยะมีวัฒนธรรมทางการทูตเงียบไม่ชอบการทูตโฉ่งฉ่างอย่างตะวันตกและอเมริกาเพราะตะวันออกถือคติว่า Low Profile High Profit

จีนส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงนายซุน กั๋ว เจียง เป็นทูตพิเศษไปเยือนเมียนมาถึงสองครั้งเมื่อปีกลายและได้เป็นประธานในพิธีการเปิดเส้นทางรถไฟขบวนปฐมฤกษ์จากยูนนานตอนใต้ของประเทศจีนผ่านประเทศเมียนมาสู่ท่าเรือน้ำลึกทะเลอันดามันได้ตามเป้าหมาย “หนึ่งสายพานเศรษฐกิจ หนึ่งเส้นทาง”

รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียเดินทางมาเยือนเมียนมาพบปะเจรจากับพลเอกมิน อ่อง หล่าย ตามเป้าหมายเพิ่มพูนการค้าเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย นายดอน ปรมัตถ์วินัย เดินทางเยือนเมียนมาเงียบๆ เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา เป็นผลให้เมียนมากลับมาเปิดชายแดนทำการค้ากับไทย เปิดชายแดนค้าขายกับจีนและอินเดียเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้แหละที่เรียกว่า Low Profile High Profit เพราะหลังจากจีน ไทย และอินเดียส่งผู้แทนระดับสูงไปเยือนเมียนมา ในเดือนธันวาคมที่ผ่านพลเอกมิน อ่อง หล่าย ประกาศให้ใช้เงินหยวน เงินรูปี และเงินบาทไทย แลกเปลี่ยนซื้อขายได้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ต้องง้อเงินดอลลาร์ของอเมริกาอีกต่อไป

ประเทศอาเซียนในกลุ่มสุวรรณภูมิ เช่น ไทย สปป.ลาว กัมพูชา ยังคบหาค้าขายกับเมียนมาไม่ขาดตอนขาดสายและปล่อยให้สมาชิกอาเซียนนอกสุวรรณภูมิบ้าตามการปั่นกระแสสงครามกลางเมืองของอเมริกาและตะวันตกโดยที่ไม่เข้าใจในบริบทสังคมตะวันออกต่อไป

นักวิชาการร่านวิชา สื่อสารมวลชนบางคนบางสำนักตำหนินายฮุนเซน และนายดอน ที่ไปเยือนเมียนมาขณะที่ทั่วโลกคว่ำบาตรและประณามรัฐบาลทหารเมียนมา สื่อบางคน บางสำนักถึงกับวิจารณ์ว่าอาเซียนแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว หากคิดว่าการที่นายฮุนเซนเยือนเมียนมาถือเป็นการแหกคอกหักหน้าอาเซียนก็เป็นความคิดที่ตื้นเขินเกินไป

อาเซียนเคยมีประสบการณ์ขัดแย้งกันรุนแรงกว่านี้ในยุคสงครามอินโดจีน ยุคเผด็จทหารปกครองเมียนมา หรือความขัดแย้งเขตแดนสิงคโปร์กับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดถึงความขัดแย้งในทะเลจีนใต้หรือแม้แต่ความขัดแย้งเขตแดนไทย-กัมพูชา แต่สุดท้ายสมาชิกอาเซียนก็รอมชอมปรองดองสามัคคีร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันต่อไปตราบใดที่จัดการผลประโยชน์ร่วมกันได้

กรณีวิกฤตการเมืองในเมียนมาถือว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ที่บางชาติในอาเซียนหลงทางตามก้นสหรัฐและประเทศตะวันตกเกินไป แต่ไม่ช้าไม่นานอาเซียนก็กลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อไป

ในกรณีนายฮุนเซนเยือนเมียนมาถือเป็นความกล้าหาญที่ท้าทายสหรัฐอเมริกา และอาเซียนบางประเทศในห้วงเวลาที่เรียกได้ว่าหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่อย่างน้อยนายฮุนเซนก็เป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนที่มีภารกิจทำให้อาเซียนได้สำเหนียกว่าอาเซียน วิกฤตในเมียนมาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทหารใช้ความรุนแรงฝ่ายเดียว และเตือนสติอาเซียนบางชาติว่าอาเซียน “ไม่แทรกแซงกิจภายในซึ่งกันและกัน และอาเซียนยึดมั่นในฉันทามติที่ผู้นำทุกชาติสมาชิกต้องประชุมร่วมกัน ไม่เป็นเช่นนั้นจะเรียกว่า #ประชุมสุดยอดผู้นำได้อย่างไร

สุทิน วรรณบวร

Leave a Comment